วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี มีจิตกุศล

เศรษฐีพันล้านกับการอบรมทายาทให้เป็นคนดี
แปล, เรียบเรียง : นพ.ธวัชชัย ลิมป์สถบดี
แผนกศูนย์คนไข้ญี่ปุ่น, ..กรุงเทพ

            คนที่ประสบความสำเร็จทางการเงินอย่างยิ่งใหญ่ เขามีวิธีหลีกเลี่ยงอย่างไรไม่ทำให้ลูกเสียคน เศรษฐีจาก 3 ครอบครัวอเมริกันที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจมหาศาล ครอบครัวบัฟเฟต, พริสเกอร์ และ คาลสันจะเล่าประสบการณ์ดีๆให้เราฟัง


                                          นาย วอเรน บัฟเฟต มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก ปี2013


               ในการสัมมนา การประชุมสุดยอดประจำปีของเศรษฐีผู้มีจิตกุศล ครั้งที่สอง จัดโดยนิตยสารฟอบส์ เมื่อวันที่ 4มิถุนายน 2013ที่องค์การสหประชาชาติ เกี่ยวกับเนื้อหาของเด็กโดยเฉพาะเรื่องการเลี้ยงดูพวกเขาให้มี ความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น แทนที่จะมอมเมาเขาด้วยรถสปอต หรูๆในโรงเก็บ นายวอเรน บัฟเฟต (มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก ปี2013จากการ จัดลำดับ ของ นิตยสารฟอบส์), นายปีเตอร์ บัฟเฟต (ลูกชาย),มาริลิน คาร์สัน เนลสัน (อดีตประธานบริหารในเครือร้านอาหารและกลุ่มโรงแรมคาร์สัน และเป็น ผู้นำของครอบครัวที่เพศหญิงเป็นแกนนำ) และลีเซล พริสเกอร์ ซิมมอน รุ่นที่สี่ ของครอบครัวในเครือโรงแรม พริสเกอร์โฮเตล ทั้งสี่คนในการประชุมโต็ะกลมของครอบครัวมหาเศรษฐี โดยมีผู้ร่วมฟังอีก150 คนซึ่ง เป็นเศรษฐีระดับพันล้านขึ้นไป หรือเกือบๆจะถึงพันล้าน(เหรียญสหรัฐ)

                                    

ฟอบส์ / คุณ บัฟเฟต คุณทำอย่างไรถึงทำให้ลูกๆที่เติบโตในครอบครัวร่ำรวยมีส่วนร่วมที่จะแบ่งปันคุณค่าในตัวพวกเขา ซึ่งลูกๆทั้ง 3 คนของคุณล้วนตื่นตัวอย่างมากในงานสาธารณกุศล

วอเรน / ลูกๆ ของเราเติบโตในแบบที่ปกติมากๆ พวกเราอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมที่เราอยู่มาตั้งแต่แรก ผมซื้อมา
ตั้งแต่ปี 1958 พวกเขาไม่เคยเห็นว่าเราย้ายบ้านไปที่ใหม่ที่หรูหรากว่า ไม่มีเครื่องบินส่วนตัว พวกเขาไปโรงเรียนโดยรถประจำทาง สมาชิกครอบครัวทุกคนในเมืองโอมาฮาที่เราอยู่ เข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลที่แม่ของพวกเขา
เคยเรียน ชุมชนที่เราอยู่รายได้ของเพื่อนบ้านประมาณ 75,000เหรียญต่อปี(ฐานะปานกลาง) ลูกๆเลยไม่เคยคิด
ว่าพวกเรามีฐานะแตกต่างจากเพื่อนบ้านเหล่านั้น
ฟอบส์ / ตอนที่พวกคุณฐานะดีขึ้น คุณพยายามที่จะไม่เปลี่ยนลักษณะการดำเนินชีวิต?
วอเรน / ไม่เลย ผมและภรรยาเพียงต้องการมีชีวิตในแบบที่เราต้องการ และลูกๆของเราก็โตมาในแบบนั้น ไม่มีอะไรที่เราต้องการแล้วยังไม่มี แต่เราก็ไม่ได้ปรารถนาทรัพย์สมบัติมากมายหรืออะไรทำนองนั้น เรามีความสุขใน
ชีวิต บ้านเป็นศูนย์กลางของกิจกรรม โดยเฉพาะเพื่อนๆของลูกสาว และพวกเพื่อนบ้านก็ไม่คิดว่าพวกเราทำอะไร
ที่พิเศษกว่าคนอื่น มีบางอย่างที่ผมทำให้เขาประหลาดใจเพราะเป็นเวลา 6 ปีที่ผมไม่มี ออฟฟิส เป็นของตัวเอง
ทำงานที่บ้านในห้องถัดออกมาจากห้องนอน ไม่มีเลขาส่วนตัว ไม่มีสมุห์บัญชีส่วนตัว ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้ลูกๆมีความรู้สึกที่ไม่ปกติเกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆ
ฟอบส์ / คุณปีเตอร์ครับ ตอนที่คุณเห็นรูปคุณพ่อในการจัดอันดับเศรษฐีคนอเมริกันของนิตยสารฟอบส์ คุณปรับตัวอย่างไรให้เข้ากับคุณพ่อ และเขาเลี้ยงดูคุณอย่างไรหลังจากนั้น
                                             
                                                  ปีเตอร์ บัฟเฟต อาชีพนักดนตรีและนักประพันธ์ ลูกชายคนเล็ก
                                                  ของนาย วอเรน บัฟเฟต


ปีเตอร์ / ครับ น่าจะเป็นตอนที่เราเห็นว่า เงินมากมายที่เรามีก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของสมาชิกในครอบครัว ผมไม่ได้พูดเล่น ตอนนั้นผมอายุราวๆ20กว่าๆ แม่กับผมพูดกันเรื่องที่พ่ออยู่ในรายชื่อนั้นแล้วเราก็หัวเราะ เราพูดว่า มันน่าตลกดีนะ พวกเรารู้ตัวดีว่าพวกเราเป็นใคร แต่ทุกคนกำลังทำกับเราให้แตกต่างไปจากเดิม เป็นการเปลี่ยนไปอย่างน่าปลื้มใจ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เพราะเราไม่ได้อยู่ในโลกหรือการตีกรอบของประเพณีที่พวกเศรษฐีจำนวนมากถูกแสดงออกมา พวกเพื่อนๆก็ประหลาดใจเหมือนกับพวกเรา
วอเรน / พวกเด็กๆถูกสร้างขึ้นตามระยะเวลาที่ผ่านไป ลูกๆรู้ว่าเพื่อนเขาเป็นใคร และเพื่อนๆคบกับลูกผมเพราะชอบในความเป็นตัวของเขา ไม่ใช่เพราะเขาเป็นเศรษฐีเด็กขึ้นแท่น หรือ อะไรทำนองนั้น
ฟอบส์ / มาริลีน คุณเป็นรุ่นที่ 2 ในครอบครัวธุรกิจ พ่อของคุณสร้างธุรกิจขึ้นมาพร้อมกันกับคุณที่เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ในเวลาที่คุณดำเนินธุรกิจคาร์สัน คุณคงต้องเผชิญกับปัญหาจะเลี้ยงดูลูกๆให้ดีได้อย่างไรในครอบครัวที่ร่ำรวยมั่งคั่ง


       
                                             มาริลิน คาร์สัน เนลสัน อดีตประธานบริหารในเครือร้านอาหา
                                             และกลุ่มโรงแรมคาร์สัน


มาริลีน / พ่อฉันเป็นผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์ในการที่จะสร้างบริษัท พ่อมีกิจการเริ่มต้นที่สมถะมากๆ ท่านมาจากครอบครัวชาวสวีเดนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ประเทศนี้ เวลาท่านพาพวกเราไปกินข้าวเย็นนอกบ้าน ถ้าในเมนูไม่รวมของหวานด้วย แล้วท่านถามฉันกับน้องสาวว่าพวกเราต้องการสั่งของหวานหรือไม่ ถ้าตอบว่า “ใช่” ท่านจะถลึงตาใส่พวกเรา และจะบรรยายให้เราฟังเรื่องดอกเบี้ยทบต้น เราฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราต้องทำแบบเดียวกันในการลงคะแนนเสียงไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในบริษัทหรือการไปเที่ยวพักร้อน ถ้าได้ 3คะแนนจากแม่ น้องสาว ตัวฉัน และเสียงที่4ของพ่อ ครอบครัวเราถึงจะได้ไปพักร้อนในบางครั้ง
เวลาผ่านไป ครอบครัวน้องสาวฉัน, ของตัวฉัน และของคุณพ่อ 3ครอบครัวอยู่บ้านถัดกันไป ลักษณะอนุรักษ์นิยมแบบเดิมๆของคุณพ่อ ก็ยังมีให้เห็นเมื่อตอนที่ท่านขับรถผ่านบ้านฉันแล้วตะโกนถามฉันว่า “มีงานปาร์ตี้ที่บ้านเหรอ “ ฉันตอบว่า”ไม่นี่คะ ทำไมเหรอ” ท่านพูดว่า “เปิดไฟไว้หลายดวง มากเกินไปนะลูก”
ท่านพูดไว้มากมาย เกียวกับเรื่องสาธารณกุศลที่ดีที่สุดคือ การสร้างงาน ทุกครั้งที่เราเปิดโรงแรมหรือ อสังหาริมทรัพย์ที่ใหม่ มันสำคัญมากสำหรับพ่อที่จะแบ่งสรรงานมากมายที่เราสร้างขึ้นให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม พ่อให้คติพจน์ไว้ว่า “ไม่ว่าลูกจะทำอะไรต้องทำด้วยความซื่อสัตย์, ไม่ว่าจะไปที่ไหนต้องไปอย่างผู้นำ, มีความกล้าหาญที่จะนำหน้า, เมื่อไรที่ลูกดูแลให้บริการใคร ต้องทำอย่างใส่ใจ เมื่อไรที่ลูกฝัน ต้องฝันด้วยความคิดทั้งมวลที่มีสร้างสรรสิ่งใหม่ๆ และไม่มีวันยอมแพ้”
เรามีทายาทเพียง7คนในรุ่นต่อไป ดังนั้นเรายังมีงานอีกมากพอที่จะทำได้อีก ลูกสาวฉันเป็นประธานคนใหม่และมีพลังงานในตัวเองมากพอๆกับฉัน ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญในการวางตัวผู้สืบต่อกิจการให้ถูกที่ถูกทางและเป็นการแสดงความไว้วางใจในตัวเขาด้วย สมาชิกครอบครัวของเราช่วยเหลืองานทั้งในคณะกรรมการของบริษัทและมูลนิธิของเรา มีสิ่งสำคัญที่พวกเราได้เคยทำคือ ครอบครัวของเราโดยสารรถบัสไปเยี่ยมชมสถานที่ทำงานกิจการของเราด้วยกันเป็นคณะ
ฟอบส์ / ลีเซล คุณโตมาในครอบครัว พริสเกอร์ ลองเล่าเกี่ยวกับการดูแลมรดกที่คุณได้มาอย่างไร

                                              ลีเซล พริสเกอร์ ซิมมอน อาชีพนักแสดง และทำงานการกุศล


ลีเซล / การเป็นทายาทของความร่ำรวย สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้คือฉันโตในชิคาโก เมืองที่ครอบครัวฉันย้ายมา ฉันมาจากครอบครัวที่มีจิตกุศลช่วยเหลือสังคม ฉันจำตอนที่ฉันเรียนอยู่ชั้นประถม3ฉันไปที่ห้องจัดแสดงภาพของตระกูลพริสเกอร์ ที่สถาบันศิลปะของเมือง ฉันเพิ่งได้ประจักษ์ว่าครอบครัวฉันมีส่วนรับผิดชอบต่อพลเมืองในชุมชนอย่างจริงจัง ฉันได้เห็นสิ่งเหล่านี้ส่งผ่านกันมารุ่นต่อรุ่น แล้วอะไรคือความรับผิดชอบของฉัน การที่จะดูแลความร่ำรวยอย่างเหมาะสม, และยังมีอะไรที่ฉันจะต้องทำให้โลกนี้ดีขึ้น เพราะฉันสามารถที่จะเริ่มทำตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้เหมือนเป็นงานของฉันด้วยเช่นกัน
ฉันเริ่มต้นทำงานอาสาสมัคร เริ่มฝึกงานในสถาบันการเงินเล็กๆ ฉันเริ่มท่องเที่ยวไปพบปะพูดคุยกับเพื่อนๆมากมายและผู้รอบรู้ที่มีจิตกุศลช่วยเหลือสังคม ฉันตัดสินใจแบ่งทรัพย์สินส่วนหนึ่งจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมา ในตอนนั้นฉันอายุ 24 ฉันไม่มีความสามารถพอที่จะดำเนินการมูลนิธิได้ ฉันวางตัวแม่ฉันเป็นประธานมูลนิธิและฉันเป็นรองประธาน เรายังคงทำงานร่วมกันอยู่ เราทำกิจกรรมส่งเสริมการศึกษาในระดับสากลและร่วมงานกับสหประชาชาติ มากมายหลายกิจกรรมที่ได้รับผลตอบรับอย่างยอดเยี่ยม
ฉันไม่คิดว่าเป็นเพราะฉันได้รับมรดกเงินทองมา เลยทำให้ฉันเป็นผู้มีจิตกุศลที่ดี หรือมันเป็นธุระจำเป็นที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่มันเป็นทักษะเป็นบางสิ่งที่คุณต้องเรียนรู้ เรียนจากคนอื่น เรียนโดยการกระทำ
ฟอบส์ / วอเรน คุณช่วยเล่าตอนที่คุณตัดสินใจบริจาคเงินจำนวนมากจัดตั้งมูลนิธิการกุศล แล้วคิดว่าลูกๆควรจะดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิได้ให้ฟังหน่อยครับ
วอเรน / ภรรยากับผมตัดสินใจเรื่องนี้ตอนครบรอบ20ปีของเราที่อยู่ด้วยกัน เมื่อเรามีทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการแล้ว ผมพร่ำบอกเธอเรื่องเงินจำนวนมากไปที่เรามี แล้วเธอก็หัวเราะ เรามีความคิดที่จะบริจาคเงินออกไปอยู่ตลอดเวลา เราได้จัดตั้งกองทุนของครอบครัวเมื่อปี1960 เรามีความเห็นร่วมกันว่ามันเป็นอาจเป็นกองทุนที่ใหญ่ แต่มันสำคัญมากที่ลูกแต่ละคนต้องมีกองทุนเป็นของตัวเองแยกออกไป
ผมเห็นบางกองทุนเกิดปัญหาอย่างมากเพราะเด็ก สาม สี่หรือ ห้าคนในคณะกรรมการ มีบางคนที่รู้สึกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับค่อนข้างน้อย ดังนั้น เมื่อ25ปีก่อน เราจัดตั้งเงินกองทุนเล็กแยกออกมา เพื่อให้กับลูกแต่ละคนจะได้รับไป และเมื่อช่วงปลายทศวรรษ90 ผมได้ตั้งบริษัทหุ่น(หลอกๆ)ขึ้น3แห่ง พอถึงคริสมาสผมก็มอบให้ลูกแต่ละคน เราให้ทุนเริ่มต้นคนละ10ล้านเหรียญ กำชับว่ามันจะได้รับเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ตัดสินให้พวกเขาแข่งขันกันเอง การบริจาคเงินไปในการกุศล เราไม่รู้หรอกว่ากิจกรรมใดที่เราลงทุนไปอันไหนมันจะออกผลคุ้มค่าเมื่อไร เราจะให้เงินไปอย่างเท่าเทียมกันทุกคน ผมและภรรยาไม่ได้อยู่ในกรรมการกองทุนเหล่านั้น เราทิ้งให้ลูกๆบริหารกันเอง
ฟอบส์ / คุณปีเตอร์ครับ ผลออกมามันเป็นอย่างไรสำหรับคุณ ในตอนนั้น
                                                             ปีเตอร์ถ่ายรูปคู่กับภรรยา เจนนิเฟอร์


ปีเตอร์ / พี่สาวผมโทรหา เจนนิเฟอร์(ภรรยา)กับผม ในเดือนมีนาคม 2006 ให้ผมไปดูที่เครื่องแฟกซ์ มีข้อความสาระสำคัญที่พ่อจะทำในเรื่องนี้ส่งมา( เงินจำนวนหนึ่งพันล้านเหรียญ ที่โอนให้เพิ่มในแต่ละกองทุนเพื่อการกุศล)
มันเป็นเรื่องจริงขึ้นมาจากที่เราเริ่มต้นกองทุนเล็กๆในปี1999 เพิ่มจาก10ล้านเหรียญขึ้นมาเป็น120ล้านเหรียญในระยะเวลา6ปี เราได้เรียนรู้มากมาย แล้วพ่อก็ได้อัดฉีดกำลัง เหมือนของขวัญชิ้นใหญ่ที่พวกเราเรียกว่า Big bang(การระเบิดของจักรวาล) ในปี2006 แต่ก็ไม่มีการพูดคุยจริงจังเกี่ยวกับเรื่องนั้น
ฟอบส์ / แล้วคุณได้ค้นพบอะไรที่คุณสนใจในกองทุนการกุศล
ปีเตอร์ / มันต้องใช้เวลา เจนนิเฟอร์กับผมทำไปด้วยกัน ซึ่งมันยอดเยี่ยมมาก เพราะว่าผมก็มีอาชีพของผม(นักดนตรี) มีชีวิตแบบของตัวเองที่ผมรัก มีสิ่งที่ต้องทำทุกวัน แล้วทันใดนั้นก็มีอะไรเข้ามาแทรกในตารางที่ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ไม่อยากใช้คำว่าความยากลำบาก แต่มันสร้างความตึงเครียด เมื่อผมต้องการใส่ความตั้งใจกับมัน
ฟอบส์ / แล้วคุณล้มเหลวในสิ่งที่พ่อคุณตั้งใจให้ทำ โดยยอมเสี่ยงกับงานการกุศลของคุณหรือเปล่า

ปีเตอร์ / แน่นอนครับ ผมรู้สึกว่าถ้าเราไม่ถูกบีบจนติดขอบ เราจะมีที่ว่างมากเกินไป( จะไม่พยายามเต็มที่ ) เราได้ออกไปสู่โลกภายนอก พยายามทำทุกอย่างตลอดเวลาโดยหวังว่าอาจจะล้มเหลวในบางเรื่องแต่ผมรู้ว่ามันต้องใช้เวลาจึงจะสำเร็จ
                                     ลีเซลตอนเด็กๆ ร่วมแสดงกับแฮริสัน ฟอดในเรื่อง Air Force One


ฟอบส์ / ลีเซล อิทธิพลจากครอบครัวคุณที่มีต่อการทำงานการกุศลนั้น มันมากน้อยแค่ไหน
                                                      ปารีส ฮิลตัน อาชีพนักแสดงทายาทมหาเศรษฐี


ลีเซล / ฉันมีความหลงใหลเกี่ยวกับสิ่งที่มีอิทธิพลที่มีมากกว่านั้น จากการเดินทางของฉัน แต่เรื่องแนวคิดโดยทั่วไปของการเป็นผุ้มีจิตกุศลนั้นมันเป็นเรื่องคาดหวังของคุณ อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันได้จากการพูดคุยกับเพื่อนๆที่ได้รับมรดกความร่ำรวยมา ฉันคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นมาคือเรื่องล้อเล่นขำๆของ ปารีส ฮิลตันและแนวคิดที่ว่าตัวเองไม่ได้เป็นเหมือนเด็กดีที่ดูแลกองทุนการกุศล คุณคงไม่ต้องการที่จะถูกตีตราเครื่องหมายเป็นแบบนั้นถ้าคุณได้รับมรดกความร่ำรวยมาเองโดยธรรมชาติ แต่สิ่งที่คุณทำได้คือเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้มีอิทธิพลต่อผู้อื่น ใช้ต้นทุนทางสังคม สติปํญญา ความเป็นผู้มีจิตกุศล และการลงทุนทรัพย์ ที่จะช่วยให้โลกดีขึ้นและส่งเสริมให้คนอื่นทำแบบนั้นด้วยกันกับคุณ



http://pantip.com/topic/31209832http://pantip.com/forum/family

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น